ค่าไฟแพงขึ้นทุกเดือนแต่ไม่รู้ว่าต้องแก้ที่ตรงไหน นี่คือปัญหาที่หลายคนเจอ เพราะบิลค่าไฟบอกแค่ยอดรวม ไม่ได้บอกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นไหนกินไฟมากที่สุด Smart Plug ประหยัดไฟ คือหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะตัวช่วยที่เพิ่มการมองเห็นและการควบคุมการใช้พลังงานในบ้านได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า Smart Plug ทำงานอย่างไร ฟีเจอร์ไหนที่ช่วยประหยัดไฟได้จริง ควรใช้กับอุปกรณ์ชนิดใด และมีข้อจำกัดอะไรที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้คุณลงทุนได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
Smart Plug คืออะไร และทำงานอย่างไร
ก่อนจะตัดสินใจว่าคุ้มหรือไม่ ต้องเข้าใจก่อนว่า Smart Plug คืออะไร และมันแตกต่างจากปลั๊กทั่วไปอย่างไร
หลักการทำงานเบื้องต้นของ Smart Plug
ลองนึกภาพปลั๊กธรรมดาที่คุณใช้อยู่ทุกวัน แล้วเพิ่มชิปควบคุมกับโมดูล Wi-Fi เข้าไปข้างใน นั่นคือแนวคิดพื้นฐานของ Smart Plug หรือปลั๊กอัจฉริยะ ตัวปลั๊กเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi หรือ Bluetooth ในบ้าน ทำให้สามารถสั่งเปิด-ปิดการจ่ายไฟผ่านแอปบนสมาร์ทโฟนได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในห้องนอนหรืออยู่คนละจังหวัด นอกจากนี้ ปลั๊กอัจฉริยะส่วนใหญ่ยังรองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Home หรือ Amazon Alexa ทำให้การควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าจากระยะไกลเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก โดยไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์เดิมที่มีอยู่แล้วในบ้าน
ข้อดีที่ทำให้ปลั๊กอัจฉริยะได้รับความนิยมคือความง่ายในการติดตั้ง เพียงเสียบเข้ากับเต้ารับทั่วไป จากนั้นเชื่อมต่อกับแอปผ่าน Wi-Fi ก็พร้อมใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องเดินสายหรือจ้างช่าง
ความแตกต่างระหว่าง Smart Plug แบบธรรมดาและแบบ Energy Monitoring
Smart Plug ในตลาดแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักที่มีราคาและความสามารถต่างกันอย่างชัดเจน รู้จักความต่างนี้ก่อนจะช่วยให้เลือกซื้อได้ตรงกับเป้าหมายมากขึ้น
Smart Plug แบบพื้นฐาน ทำได้แค่เปิด-ปิดการจ่ายไฟจากระยะไกลและตั้งตารางเวลาอัตโนมัติ ราคามักอยู่ที่ 100-250 บาท เหมาะสำหรับคนที่ต้องการแก้ปัญหาลืมปิดอุปกรณ์เป็นหลัก ส่วน Smart Plug แบบ Energy Monitoring มีเซ็นเซอร์วัดการใช้พลังงานในตัว แสดงผลเป็นวัตต์และ kWh แบบ real-time ผ่านแอป ราคาสูงกว่าแต่ให้ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจได้จริง ความแตกต่างหลักมีดังนี้
- Smart Plug พื้นฐาน — เปิด-ปิดระยะไกล, ตั้งเวลา, ราคาประหยัด
- Smart Plug Energy Monitoring — วัดวัตต์/kWh real-time, คำนวณค่าไฟโดยประมาณ, ราคาสูงกว่า
- ทั้งสองแบบรองรับ Wi-Fi และสั่งงานด้วยเสียงได้เหมือนกัน
ถ้าเป้าหมายคือ Smart Plug ประหยัดไฟอย่างจริงจัง แนะนำให้เริ่มจากรุ่น Energy Monitoring เพราะข้อมูลที่ได้จะบอกว่าควรปรับพฤติกรรมตรงไหน ไม่ใช่แค่เดาเอา
ต้นเหตุที่ทำให้ค่าไฟแพงโดยไม่รู้ตัว
ปัญหาค่าไฟพุ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการเปิดแอร์นานเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่มาจากพฤติกรรมและข้อจำกัดที่หลายคนมองข้ามไป
Standby Power หรือ Vampire Power คืออะไร
คุณเคยสังเกตไหมว่าทีวีที่ปิดด้วยรีโมทยังมีไฟสแตนด์บายติดอยู่ตลอดเวลา? นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าอุปกรณ์ยังดึงกระแสไฟอยู่แม้คุณจะ “ปิด” มันแล้ว ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Standby Power หรือ Vampire Power เปรียบเหมือนแวมไพร์ที่ดูดพลังงานอยู่เงียบๆ โดยที่เจ้าของบ้านไม่รู้ตัว
อุปกรณ์ที่มักเป็นตัวการหลักได้แก่
- ทีวีและกล่องรับสัญญาณดาวเทียม — กินไฟ Standby ประมาณ 5-15W ต่อเครื่อง
- เครื่องชาร์จสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อปที่เสียบค้างไว้ — 1-5W ต่อตัว
- เครื่องเสียงและ Home Theater — 10-20W ขึ้นอยู่กับรุ่น
- เราเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายที่ไม่ได้ใช้ตลอดเวลา — 5-10W
ถ้ารวมอุปกรณ์ทั้งบ้านที่กิน Standby Power พร้อมกัน ตัวเลขอาจสูงถึง 50-100W ต่อเนื่องตลอดวัน คิดเป็นค่าไฟประมาณ 30-70 บาทต่อเดือนโดยที่ไม่ได้ใช้งานจริง ซึ่งสะสมเป็นหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปีได้ไม่ยาก
ทำไมบิลค่าไฟถึงไม่บอกว่าอะไรกินไฟมากที่สุด
บิลค่าไฟที่ได้รับทุกเดือนแสดงแค่ยอดรวม kWh ที่ใช้ไปทั้งหมด ไม่มีรายละเอียดว่าแอร์กินไฟกี่เปอร์เซ็นต์ ทีวีกินเท่าไหร่ หรือตู้เย็นกินเท่าไหร่ ทำให้ผู้ใช้ไม่มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจว่าควรปรับพฤติกรรมตรงไหนก่อน ช่องว่างนี้เองที่ทำให้การประหยัดค่าไฟกลายเป็นเรื่องเดาสุ่มมากกว่าการตัดสินใจจากข้อมูลจริง และนี่คือจุดที่ปลั๊กวัดไฟหรือ Smart Plug แบบ Energy Monitoring เข้ามาเติมเต็มได้อย่างตรงจุด เพราะมันแปลงเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นให้มีมิเตอร์วัดไฟส่วนตัวในราคาที่เข้าถึงได้
ฟีเจอร์ของ Smart Plug ที่ช่วยประหยัดไฟได้จริง
ไม่ใช่ทุกฟีเจอร์ใน Smart Plug ที่ส่งผลต่อการประหยัดพลังงานโดยตรง รู้จักฟีเจอร์ที่ใช้งานได้จริงเพื่อเลือกซื้อได้ถูกจุด
การวัดการใช้พลังงานแบบ Real-Time
ฟีเจอร์ Energy Monitoring คือหัวใจของ Smart Plug ประหยัดไฟที่แท้จริง เมื่อเสียบอุปกรณ์เข้ากับปลั๊กที่มีเซ็นเซอร์วัดพลังงาน แอปจะแสดงผลแบบ real-time ว่าอุปกรณ์นั้นกำลังใช้ไฟกี่วัตต์อยู่ และสะสมพลังงานไปแล้วกี่ kWh ในช่วงเวลาที่ผ่านมา บางแอปยังคำนวณเป็นค่าไฟโดยประมาณให้เลยด้วย
ข้อมูลพวกนี้เปลี่ยนเกมได้จริงๆ เพราะแทนที่จะรอดูบิลปลายเดือน คุณสามารถรู้ได้ทันทีว่าเครื่องทำน้ำอุ่นที่เปิดทิ้งไว้กำลังกินไฟอยู่เท่าไหร่ หรือตู้เย็นเก่าที่ใช้มา 10 ปีกินไฟมากกว่าที่คิดไว้หรือเปล่า ข้อมูลเชิงลึกรายอุปกรณ์แบบนี้ช่วยให้ตัดสินใจปรับพฤติกรรมได้อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
การตั้งตารางเวลาเปิด-ปิดอัตโนมัติ
ฟีเจอร์ Scheduling หรือการตั้งเวลาปิดไฟอัตโนมัติคือวิธีที่ได้ผลชัดที่สุดสำหรับคนที่มีพฤติกรรมใช้งานสม่ำเสมอ เช่น ตั้งให้ปิดเครื่องทำน้ำอุ่นหลังเที่ยงคืนโดยอัตโนมัติ หรือตัดไฟอุปกรณ์ Standby ทุกคืนก่อนนอน โดยที่ไม่ต้องจำหรือเดินไปกดเอง ตัวอย่างการตั้งตารางที่ได้ผลดีในชีวิตจริง เช่น
- ปิดกล่องรับสัญญาณและทีวีเวลา 23:00 น. ทุกวัน
- เปิดกาต้มน้ำ 06:30 น. ก่อนตื่น ปิดอัตโนมัติหลัง 30 นาที
- ตัดไฟเครื่องชาร์จทั้งหมดเวลา 01:00 น. เพื่อหลีกเลี่ยงการชาร์จค้างคืน
อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ไว้ คือต้องอัปเดตตารางเองเมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน เช่น วันหยุดที่ตื่นสายกว่าปกติ ปลั๊กจะยังทำงานตามตารางเดิมโดยไม่รู้ว่าคุณเปลี่ยนแผน
การควบคุมระยะไกลและการแจ้งเตือน
ฟีเจอร์ Remote Control ผ่านแอปช่วยแก้ปัญหาที่คุ้นเคยกันดีอย่างการลืมปิดอุปกรณ์ก่อนออกจากบ้าน แทนที่จะต้องขับรถกลับมาปิด หรือปล่อยให้อุปกรณ์เปิดทิ้งไว้ทั้งวัน ก็แค่เปิดแอปแล้วปิดจากที่ไหนก็ได้ นอกจากนี้ Smart Plug บางรุ่นยังส่งการแจ้งเตือนเมื่อการใช้พลังงานผิดปกติ เช่น อุปกรณ์ดึงไฟสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าอุปกรณ์กำลังมีปัญหา ช่วยป้องกันได้ทั้งค่าไฟที่บานปลายและความปลอดภัยในบ้านไปพร้อมกัน
ควรใช้ Smart Plug กับเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดไหน
Smart Plug ไม่ได้เหมาะกับทุกอุปกรณ์เท่ากัน การเลือกใช้ให้ถูกจุดคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เห็นผลต่างด้านค่าไฟจริงๆ
อุปกรณ์ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจาก Smart Plug
อุปกรณ์ที่คุ้มค่าที่สุดในการใช้ร่วมกับปลั๊กอัจฉริยะคือกลุ่มที่มี Standby Power สูงหรือใช้งานเป็นช่วงเวลาชัดเจน ได้แก่
- ทีวีและกล่องรับสัญญาณ — มี Standby Power สูง เหมาะสำหรับตั้งเวลาตัดไฟช่วงกลางคืน
- เครื่องทำน้ำอุ่นแบบถัง — ควรเปิดเฉพาะช่วงที่ต้องการใช้ ไม่จำเป็นต้องอุ่นน้ำตลอด 24 ชั่วโมง
- กาต้มน้ำและเครื่องชงกาแฟ — ใช้งานเป็นช่วงสั้นๆ ตั้งเวลาได้ชัดเจน
- พัดลมและเครื่องฟอกอากาศ — เหมาะสำหรับตั้งตารางปิดหลังเข้านอน
- เครื่องชาร์จและ USB Hub ที่เสียบค้างไว้ตลอดเวลา
อุปกรณ์เหล่านี้เมื่อนำมาใช้ร่วมกับ Smart Plug ที่ตั้ง Scheduling ไว้ดีแล้ว จะช่วยลดการใช้พลังงานในบ้านได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมมากนัก
อุปกรณ์ที่ไม่ควรใช้ร่วมกับ Smart Plug
มีอุปกรณ์บางประเภทที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Smart Plug ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ เพราะแม้ปลั๊กอัจฉริยะจะดูเหมือนใช้ได้กับทุกอย่าง แต่ความเป็นจริงมีข้อจำกัดที่สำคัญ
อุปกรณ์กำลังสูงอย่างแอร์และเครื่องซักผ้าใช้กระแสไฟเกินพิกัดของ Smart Plug ส่วนใหญ่ที่รองรับได้แค่ 10-16A การฝืนใช้อาจทำให้ปลั๊กร้อนเกินและเกิดอันตรายได้ อุปกรณ์ที่ไม่ควรใช้ร่วมกับ Smart Plug มีดังนี้
- แอร์ทุกขนาด — กินกระแสสูงเกินพิกัด Smart Plug ทั่วไป
- เครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้า — มอเตอร์กำลังสูง ต้องการวงจรไฟฟ้าเฉพาะ
- ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง — การตัดไฟกะทันหันอาจทำให้คอมเพรสเซอร์เสียหาย
- อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องทำงานต่อเนื่อง — ไม่ควรมีความเสี่ยงจากการตัดไฟ
สำหรับอุปกรณ์กำลังสูงที่ต้องการควบคุมอัตโนมัติ ควรปรึกษาช่างไฟเพื่อติดตั้งระบบที่รองรับโหลดได้อย่างปลอดภัยแทน
Smart Plug ประหยัดไฟได้จริงแค่ไหน ดูจากตัวเลข
คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือ ซื้อมาแล้วคืนทุนได้จริงไหม ลองดูจากตัวอย่างการคำนวณที่เป็นรูปธรรม
ตัวอย่างการคำนวณค่าไฟที่ประหยัดได้จาก Standby Power
ลองจินตนาการว่าในบ้านมีทีวีและกล่องรับสัญญาณที่กิน Standby Power รวมกัน 20W ตลอดช่วงกลางคืน 8 ชั่วโมงที่ไม่มีการใช้งาน ตัวเลขที่คำนวณได้มีดังนี้
- พลังงานที่สูญเสียต่อวัน: 20W × 8 ชม. = 0.16 kWh
- พลังงานที่สูญเสียต่อเดือน: 0.16 × 30 = 4.8 kWh
- ค่าไฟที่สูญเสีย (อัตรา 5 บาท/kWh): 4.8 × 5 = ประมาณ 24 บาทต่อเดือน
- ค่าไฟที่สูญเสียต่อปี: ประมาณ 288 บาท
เมื่อเทียบกับราคา Smart Plug พื้นฐานที่ 200-250 บาท ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ประมาณ 8-10 เดือน แต่ถ้าบ้านมีอุปกรณ์ Standby หลายชิ้น ตัวเลขรวมจะสูงขึ้นมากและคืนทุนได้เร็วกว่านี้
ปัจจัยที่ทำให้ผลลัพธ์จริงแตกต่างจากการคาดการณ์
ตัวเลขการประหยัดพลังงานในทางทฤษฎีกับผลลัพธ์จริงมักต่างกันพอสมควร เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก อุปกรณ์ที่เลือกเสียบมีผลมากที่สุด ถ้าเลือกอุปกรณ์ที่ Standby Power ต่ำอยู่แล้ว ผลต่างที่เห็นจะน้อยมาก ความสม่ำเสมอในการตั้ง Scheduling ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะถ้าตั้งค่าแล้วไม่ได้อัปเดตให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริง ปลั๊กอาจตัดไฟในเวลาที่ยังต้องการใช้งาน ทำให้เลิกใช้ฟีเจอร์นี้ไปในที่สุด สุดท้ายคือพฤติกรรมการใช้งานโดยรวม Smart Plug ช่วยได้มากถ้าใช้อย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าซื้อมาแล้วใช้แค่เปิด-ปิดผ่านแอปเป็นครั้งคราว ผลที่ได้ก็แทบไม่ต่างจากปลั๊กธรรมดา
ข้อจำกัดและสิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อ Smart Plug
Smart Plug มีข้อดีหลายอย่าง แต่ก็มีข้อจำกัดที่ถ้าไม่รู้ไว้ก่อนอาจทำให้ผิดหวังหลังซื้อ
ข้อจำกัดด้านเทคนิคที่ต้องรู้
ก่อนกดสั่งซื้อ Smart Plug ควรเช็กข้อจำกัดเหล่านี้ให้ครบเพื่อป้องกันปัญหาหลังได้รับสินค้า
- Wi-Fi 2.4GHz เท่านั้น — Smart Plug ส่วนใหญ่ไม่รองรับ 5GHz ถ้าเราเตอร์ที่บ้านใช้ย่านความถี่เดียวหรือตั้งค่าไม่ถูกต้อง อาจเชื่อมต่อไม่ได้
- พิกัดกระแสไฟสูงสุด — รุ่นทั่วไปรองรับ 10-16A เท่านั้น ต้องตรวจสอบกำลังไฟของอุปกรณ์ที่จะเสียบก่อนเสมอ
- การพึ่งพา Cloud Server — Smart Plug บางรุ่นต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์ของผู้ผลิตในการทำงาน ถ้าผู้ผลิตหยุดให้บริการหรือเซิร์ฟเวอร์ล่ม ฟีเจอร์บางอย่างอาจใช้ไม่ได้
- ความเข้ากันได้กับแพลตฟอร์ม — ตรวจสอบว่ารองรับ Google Home หรือ Alexa ที่ใช้อยู่หรือไม่ก่อนซื้อ
ค่าใช้จ่ายที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจ
Smart Plug มีช่วงราคาที่หลากหลายตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับที่มีฟีเจอร์ครบครัน การเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายจะช่วยให้ลงทุนได้คุ้มค่าที่สุด
รุ่นพื้นฐานที่ทำได้แค่เปิด-ปิดและตั้งเวลาราคาอยู่ที่ 100-250 บาท เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการแก้ปัญหาลืมปิดอุปกรณ์เป็นหลัก ส่วนรุ่นที่มี Energy Monitoring ราคามักอยู่ที่ 350-800 บาทขึ้นไป เหมาะสำหรับคนที่ต้องการข้อมูลจริงเพื่อวางแผนประหยัดค่าไฟอย่างจริงจัง คำแนะนำคือถ้าซื้อครั้งแรกและยังไม่แน่ใจว่าจะใช้งานสม่ำเสมอหรือไม่ ให้เริ่มจากรุ่นราคาประหยัดก่อนเพื่อทดลองใช้ แล้วค่อยอัปเกรดเป็นรุ่น Energy Monitoring เมื่อเห็นว่าคุ้มค่ากับการใช้งานจริง
คำถามที่คนมักสงสัยเกี่ยวกับ Smart Plug ประหยัดไฟ
รวมคำถามยอดนิยมที่คนมักถามก่อนตัดสินใจซื้อ Smart Plug มาตอบให้ครบในที่เดียว
Smart Plug ตัวเองกินไฟไหม
คำตอบคือกินครับ แต่ไม่มาก Smart Plug โดยทั่วไปใช้ไฟของตัวเองประมาณ 1-2W ตลอดเวลาที่เสียบอยู่กับเต้ารับ เพื่อให้วงจร Wi-Fi และโปรเซสเซอร์ภายในทำงานได้ต่อเนื่อง ตัวเลขนี้ต้องนำมาหักลบกับพลังงานที่ประหยัดได้เพื่อคำนวณผลสุทธิที่แท้จริง ถ้าใช้ Smart Plug ตัดไฟ Standby ที่กิน 15W ได้ แต่ตัวปลั๊กกินไฟ 2W ผลสุทธิที่ประหยัดได้จริงคือ 13W ซึ่งยังคุ้มค่ามาก แต่ถ้าอุปกรณ์ที่เสียบมี Standby Power แค่ 1-2W เท่ากับว่าแทบไม่ได้ประหยัดอะไรเลย
ใช้ Smart Plug โดยไม่มีอินเทอร์เน็ตได้ไหม
ได้บางส่วน ฟีเจอร์ที่ยังทำงานได้เมื่อไม่มีอินเทอร์เน็ตคือ Scheduling ที่ตั้งค่าไว้แล้วและบันทึกอยู่ในตัวปลั๊ก ปลั๊กจะยังเปิด-ปิดตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ได้ตามปกติ แต่ฟีเจอร์ที่ต้องการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลาได้แก่การควบคุมจากระยะไกลผ่านแอป การดูข้อมูล Energy Monitoring แบบ real-time และการรับการแจ้งเตือน ดังนั้นถ้าอินเทอร์เน็ตในบ้านมีปัญหาบ่อย ฟีเจอร์หลักที่ยังพึ่งพาได้คือตารางเวลาที่ตั้งไว้ล่วงหน้านั่นเอง
สรุป
Smart Plug ประหยัดไฟได้จริง แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับวิธีใช้และอุปกรณ์ที่เลือกเสียบ ถ้าใช้กับอุปกรณ์ที่มี Standby Power สูงและตั้งตาราง Scheduling อย่างสม่ำเสมอ โอกาสเห็นผลต่างในบิลค่าไฟมีสูง แต่ถ้าซื้อมาแล้วใช้แค่เปิด-ปิดผ่านแอปเป็นครั้งคราว ก็แทบไม่ต่างจากปลั๊กธรรมดา จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือเลือกรุ่นที่มี Energy Monitoring เพื่อดูข้อมูลจริงก่อน แล้วค่อยปรับพฤติกรรมตามข้อมูลที่ได้ ลองเริ่มจากอุปกรณ์ที่สงสัยว่ากินไฟมากที่สุดในบ้านก่อนเลย
หมายเหตุ: บทความนี้แนะนำสินค้าที่ทีม CheerBuy คัดเลือกแล้วว่าเหมาะกับเรื่องที่เขียน — ลิงก์ไปร้าน Shopee เป็น affiliate link CheerBuy ได้รับค่าคอมมิชชันเล็กน้อยจากการซื้อ โดยที่ราคาสินค้าเท่าเดิมสำหรับผู้ซื้อ











