ผิวหน้าหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง หรือครีมบำรุงซึมซาบได้ไม่ดีเหมือนเดิม สัญญาณเหล่านี้มักบอกว่าผิวต้องการการผลัดเซลล์และบำรุงอย่างจริงจัง แต่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปดีๆ ราคาไม่ถูก และบางสูตรก็มีส่วนผสมที่ผิวแพ้ได้ง่าย การทำสครับหน้าเองที่บ้านจากวัตถุดิบธรรมชาติจึงเป็นทางเลือกที่ทั้งประหยัดและควบคุมส่วนผสมได้เอง
บทความนี้จะพาคุณรู้จักวัตถุดิบพื้นฐานสำหรับทำสครับและมาสก์หน้าที่หาได้ในครัวหรือร้านใกล้บ้าน พร้อมสูตรที่ใช้ได้จริงแยกตามสภาพผิว และข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนลงมือทำเพื่อให้ผิวได้ประโยชน์สูงสุดโดยไม่เกิดอาการระคายเคือง
ทำไมต้องสครับและมาสก์หน้าเป็นประจำ
ก่อนเลือกสูตร ควรเข้าใจก่อนว่าผิวหน้าต้องการอะไรและเหตุใดการผลัดเซลล์กับการมาสก์จึงสำคัญต่อสุขภาพผิวในระยะยาว
เซลล์ผิวเก่าสะสมส่งผลอย่างไรต่อผิว
ผิวหน้าของเรามีกระบวนการผลัดเซลล์เกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว โดยปกติวงจรนี้ใช้เวลาประมาณ 28–40 วันในการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่เซลล์เก่า แต่ปัญหาคือเซลล์ที่ตายแล้วไม่ได้หลุดออกไปเองทั้งหมด บางส่วนยังคงเกาะอยู่บนผิวและสะสมเป็นชั้นบางๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
เมื่อเซลล์ตายสะสมมากขึ้น ผลที่ตามมาคือผิวดูหมองคล้ำ ขาดความสดใส รูขุมขนเริ่มอุดตันจากเซลล์ผิวและซีบัมที่ค้างอยู่ และที่สำคัญมากคือครีมบำรุงผิวซึมซาบได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีชั้นเซลล์เก่ากั้นอยู่ คุณเคยสังเกตไหมว่าบางช่วงทาครีมเท่าไหร่ผิวก็ยังรู้สึกแห้งอยู่ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าผิวต้องการการผลัดเซลล์แล้ว
มาสก์ช่วยผิวได้อย่างไรในแต่ละสัปดาห์
หลังจากผลัดเซลล์ผิวออกไปแล้ว ชั้นผิวจะเปิดรับสารบำรุงได้ดีขึ้นมาก นี่คือเวลาที่เหมาะที่สุดในการพอกมาสก์ เหมือนเปิดประตูต้อนรับสารอาหารให้ผิวโดยตรงเลย มาสก์ทำหน้าที่แตกต่างกันไปตามส่วนผสม บางสูตรเติมความชุ่มชื้นและล็อกน้ำไว้ในผิว บางสูตรดูดซับความมันส่วนเกินและลดการอักเสบ ในขณะที่บางสูตรช่วยให้ผิวกระจ่างใสและลดเลือนจุดด่างดำ
สำหรับความถี่ที่เหมาะสม ผิวมันและผิวผสมสามารถสครับได้ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนผิวแห้งและผิวบอบบางควรจำกัดไว้ที่ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ การมาสก์ทำได้บ่อยกว่า คือ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์สำหรับทุกสภาพผิว เพราะมาสก์ไม่ได้ขัดผิวแต่เป็นการบำรุงเพิ่มเติม
วัตถุดิบพื้นฐานสำหรับทำสครับหน้าเองที่บ้าน
วัตถุดิบที่ดีไม่จำเป็นต้องหายากหรือราคาแพง ส่วนผสมหลายอย่างมีอยู่ในครัวหรือซื้อได้ในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป
ตัวขัดผิว (Physical Exfoliant) ที่นิยมใช้
การผลัดเซลล์ผิวแบบกายภาพ คือการใช้อนุภาคขนาดเล็กขัดถูผิวเพื่อช่วยให้เซลล์เก่าหลุดออกได้ง่ายขึ้น วัตถุดิบในกลุ่มนี้หาได้ง่ายมากและมีประสิทธิภาพสูงเมื่อใช้อย่างถูกวิธี ตัวเลือกยอดนิยมที่เหมาะกับการทำสครับหน้าเองมีดังนี้
- น้ำตาลทรายแดง — เม็ดละเอียด อ่อนโยนต่อผิวหน้า ละลายได้เองเมื่อสัมผัสความชื้น เหมาะกับทุกสภาพผิวรวมถึงผิวบอบบาง
- เกลือทะเลละเอียด — เม็ดหยาบกว่าน้ำตาล มีแร่ธาตุสูง เหมาะกับผิวมันที่ต้องการการขัดที่ลึกกว่า แต่ไม่ควรใช้กับผิวแห้งหรือมีแผล
- ข้าวบดหรือแป้งข้าว — เม็ดละเอียดมากที่สุด อ่อนโยนที่สุด เหมาะกับผิวแพ้ง่ายและผิวบอบบาง มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวนุ่มและกระจ่างใสด้วย
ความแตกต่างของขนาดเม็ดสำคัญมาก ยิ่งเม็ดละเอียดยิ่งอ่อนโยน ถ้าเพิ่งเริ่มต้นทำสครับหน้าเอง แนะนำให้เริ่มจากน้ำตาลทรายแดงก่อนเพราะปลอดภัยที่สุด
ตัวผลัดเซลล์เชิงเคมี (Chemical Exfoliant) จากธรรมชาติ
Chemical exfoliant ออกฤทธิ์โดยการละลายพันธะระหว่างเซลล์ผิวเก่า ทำให้เซลล์หลุดออกโดยไม่ต้องขัดถู วัตถุดิบในครัวหลายอย่างมีกรด AHA หรือ BHA ตามธรรมชาติที่ทำงานได้จริง ได้แก่
- มะขาม — มีกรด tartaric acid และ citric acid สูง ช่วยผลัดเซลล์และทำให้ผิวกระจ่างใส เป็นที่นิยมมากในสูตร DIY ของไทย
- มะนาว — มีกรด citric acid และวิตามินซี ผลัดเซลล์ได้ดีมาก แต่ระคายเคืองง่าย ต้องเจือจางก่อนใช้เสมอ
- โยเกิร์ต — มี lactic acid ซึ่งเป็น AHA ที่อ่อนโยนที่สุด เหมาะกับผิวบอบบางที่อยากลอง chemical exfoliant
- นมสด — มี lactic acid เช่นกันแต่ความเข้มข้นต่ำกว่าโยเกิร์ต เหมาะใช้เป็นส่วนผสมร่วมมากกว่าใช้คนเดียว
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือหลังใช้ chemical exfoliant ผิวจะไวต่อแสงแดดมากขึ้น ดังนั้นควรทำในตอนเย็นหรือก่อนนอนเสมอ
ตัวบำรุงและเพิ่มความชุ่มชื้น
สครับที่ดีไม่ได้แค่ขัดผิวออก แต่ต้องบำรุงผิวในขณะเดียวกันด้วย ส่วนผสมที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและปกป้องผิวระหว่างสครับมีหลายตัวเลือก
- น้ำผึ้ง — เป็น humectant ดึงความชุ่มชื้นจากอากาศเข้าสู่ผิว มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียอ่อนๆ เหมาะกับทุกสภาพผิว
- น้ำมันมะพร้าว — บำรุงและปิดผิวให้ชุ่มชื้น เหมาะกับผิวแห้งมาก แต่ผิวมันควรหลีกเลี่ยงเพราะ comedogenic สูง
- น้ำมันมะกอก — บำรุงอ่อนโยน มีวิตามิน E สูง เหมาะกับผิวแห้งและผิวปกติ
- อโลเวร่า — ปลอบประโลมผิว ลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น เหมาะกับทุกสภาพผิวโดยเฉพาะผิวแพ้ง่าย
น้ำผึ้งและอโลเวร่าเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะระคายเคืองน้อยและใช้ได้กับผิวหลายประเภท
วัตถุดิบพื้นฐานสำหรับทำมาสก์หน้าเองที่บ้าน
มาสก์หน้า DIY มีหลายประเภทตามปัญหาผิว ไม่ว่าจะเป็นมาสก์บำรุง มาสก์ดูดซับความมัน หรือมาสก์กระจ่างใส วัตถุดิบแต่ละอย่างมีคุณสมบัติเฉพาะที่ควรรู้
ส่วนผสมสำหรับมาสก์บำรุงและเพิ่มความชุ่มชื้น
ผิวแห้งและผิวที่ขาดน้ำต้องการมาสก์ที่เติมและล็อกความชุ่มชื้นไว้ในชั้นผิว วัตถุดิบที่ใช้ทำ DIY มาสก์หน้าบำรุงได้ผลดี ได้แก่ อโลเวร่าที่ปลอบประโลมและเพิ่มความชุ่มชื้น กล้วยสุกที่มีวิตามิน B6 และโพแทสเซียมช่วยฟื้นบำรุงผิว น้ำผึ้งที่ดึงความชุ่มชื้นเข้าสู่ผิว และนมสดที่มี lactic acid ช่วยให้ผิวนุ่มและกระจ่างใสอ่อนๆ สัดส่วนเบื้องต้นที่ใช้ได้ผลคือ อโลเวร่า 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันแล้วพอกทิ้งไว้ 15–20 นาที
มาสก์กล้วย + นมสด เป็นอีกสูตรที่ทำง่ายมาก แค่บดกล้วยสุก 1 ลูกกับนมสด 1 ช้อนโต๊ะ พอกทิ้งไว้ 20 นาทีแล้วล้างออก ผิวจะรู้สึกนุ่มขึ้นทันทีหลังล้างออก
ส่วนผสมสำหรับมาสก์ดูดซับความมันและลดสิว
สำหรับผิวมันและผิวที่มีปัญหาสิว วัตถุดิบที่มีคุณสมบัติดูดซับซีบัมและลดการอักเสบคือสิ่งที่ต้องการ ตัวเลือกที่ได้ผลดีมีดังนี้
- ดินขาว (Kaolin Clay) — ดูดซับความมันส่วนเกินโดยไม่ทำให้ผิวแห้งเกินไป เป็นส่วนผสมที่ใช้ในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูประดับพรีเมียมมากมาย
- ผงถ่านแอคทีฟ (Activated Charcoal) — ดูดซับสิ่งสกปรกและแบคทีเรียออกจากรูขุมขน เหมาะกับผิวมันที่มีรูขุมขนอุดตัน
- น้ำผึ้งมานูก้า — มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป ช่วยลดการอักเสบของสิวได้ดี
ถ้าไม่อยากผสมวัตถุดิบเองและต้องการความสะดวก มาสก์โคลนสำเร็จรูปแบบแท่งก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่แพ้กัน ใช้งานง่ายและควบคุมปริมาณได้แม่นยำกว่า
ส่วนผสมสำหรับมาสก์กระจ่างใสและลดจุดด่างดำ
มะขามและขมิ้นเป็นสองวัตถุดิบไทยที่ใช้ในสูตร DIY มาสก์หน้ากระจ่างใสมาช้านาน มะขามมีกรด AHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวหมองคล้ำ ขณะที่ขมิ้นมีสาร curcumin ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและลดเม็ดสี นอกจากนี้ยังมีวิตามินซีจากผลไม้อย่างส้มหรือมะนาวที่ช่วยยับยั้งการสร้างเมลานินได้
แต่ต้องบอกตรงๆ ว่าขมิ้นทิ้งคราบสีเหลืองบนผิวและผ้าขนหน้าได้ง่ายมาก ควรใช้ในปริมาณน้อยและล้างออกให้สะอาด ก่อนลองสูตรที่มีขมิ้นหรือมะนาวควรทำ patch test ก่อนเสมอ เพราะวัตถุดิบกลุ่มนี้มีโอกาสระคายเคืองผิวสูงกว่าตัวอื่น
สูตรสครับและมาสก์หน้าแยกตามสภาพผิว
สูตรที่ดีไม่ใช่สูตรที่ดังที่สุด แต่คือสูตรที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณ ลองเลือกสูตรที่ตรงกับปัญหาผิวที่มีอยู่
สูตรสำหรับผิวมันและรูขุมขนกว้าง
ผิวมันต้องการสครับที่ขจัดซีบัมส่วนเกินได้ดีและมาสก์ที่ดูดซับความมันออกจากรูขุมขน สูตรที่แนะนำคือ
สครับ: น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำมะนาวครึ่งลูก + โยเกิร์ต 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน นวดเบาๆ เป็นวงกลม 1–2 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น
มาสก์: ดินขาว 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา + น้ำเปล่าเล็กน้อยพอให้เป็นเนื้อครีม พอกทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
ความถี่ที่เหมาะสมสำหรับผิวมันคือสครับ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และมาสก์ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ อย่าสครับทุกวันแม้ผิวจะรู้สึกมันมาก เพราะจะทำให้ผิวผลิตน้ำมันมากขึ้นเพื่อชดเชย
สูตรสำหรับผิวแห้งและผิวบอบบาง
ผิวแห้งต้องการความอ่อนโยนเป็นอันดับแรก เม็ดขัดต้องละเอียดและต้องมีส่วนผสมบำรุงมากกว่าปกติ
สครับ: น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา นวดเบามากๆ แค่ 30–60 วินาที ไม่ต้องออกแรงมาก
มาสก์: กล้วยสุก 1 ลูก + นมสด 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา บดผสมให้เข้ากัน พอกทิ้งไว้ 20 นาที
สิ่งที่ผิวแห้งและผิวบอบบางต้องหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาดคือมะนาวและมะขามในปริมาณมาก เพราะกรดสูงจะทำให้ barrier ผิวที่อ่อนแออยู่แล้วยิ่งเสียหายมากขึ้น และควรสครับแค่ 1 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น
สูตรสำหรับผิวหมองคล้ำและต้องการความกระจ่างใส
สูตรนี้เน้นการผลัดเซลล์ผิวหมองคล้ำออกพร้อมกับยับยั้งการสร้างเม็ดสี เหมาะมากสำหรับคนที่มีจุดด่างดำจากแสงแดดหรือรอยสิวจางๆ
สครับ: เนื้อมะขามสุก 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา + นมสด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน นวดเบาๆ 1–2 นาที
มาสก์: ขมิ้นผง ¼ ช้อนชา + โยเกิร์ต 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน พอกทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกให้สะอาด
คำเตือนสำคัญ: ขมิ้นอาจทิ้งคราบเหลืองบนผิวชั่วคราว ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดหลายๆ รอบ และหลีกเลี่ยงการใช้ผ้าขนหน้าสีขาวหลังพอกขมิ้น
ความปลอดภัยในการทำสครับและมาสก์หน้าเอง
แม้วัตถุดิบธรรมชาติจะฟังดูปลอดภัย แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนลงมือทำ โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่ายหรือมีปัญหาผิวอยู่แล้ว
การทดสอบการแพ้ก่อนใช้ (Patch Test)
Patch test เป็นขั้นตอนที่หลายคนข้ามไปแต่สำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้สูตรใหม่หรือวัตถุดิบที่ไม่เคยลองมาก่อน วิธีทำที่ถูกต้องมีดังนี้
- ผสมสูตรที่จะใช้ในปริมาณเล็กน้อย
- ทาบริเวณข้อพับแขนด้านในหรือหลังหู ซึ่งเป็นผิวที่บอบบางและตรวจสอบได้ง่าย
- ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมงโดยไม่ล้างออก
- สังเกตอาการ ถ้าไม่มีแดง คัน หรือระคายเคือง ถือว่าผ่านและใช้กับใบหน้าได้
อย่าข้ามขั้นตอนนี้แม้จะใจร้อนอยากลองทันที เพราะผิวหน้าบอบบางกว่าผิวส่วนอื่นมาก และถ้าแพ้แล้วจะต้องรอให้ผิวฟื้นตัวก่อนจึงจะลองสูตรอื่นได้
วัตถุดิบที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
ไม่ใช่ทุกอย่างที่ “ธรรมชาติ” จะปลอดภัยเสมอไป วัตถุดิบเหล่านี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
- มะนาวและส้ม — มีกรด citric acid สูง และมีสาร furanocoumarin ที่ทำให้ผิวไวต่อแสงแดด (Phototoxic) ห้ามออกแดดหลังใช้โดยไม่ทาครีมกันแดด
- ขมิ้น — ทิ้งคราบสีเหลืองบนผิวและเสื้อผ้า ใช้ในปริมาณน้อยและล้างออกให้สะอาด
- น้ำมันมะพร้าว — Comedogenic rating สูง อาจอุดรูขุมขนในผิวมัน ไม่แนะนำสำหรับผิวที่มีปัญหาสิว
- เกลือทะเลหยาบ — อาจบาดผิวหน้าได้ถ้าขัดแรงเกินไป ไม่ควรใช้กับผิวหน้าที่บอบบาง
สัญญาณที่บอกว่าต้องหยุดใช้ทันที
ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ระหว่างหรือหลังใช้สครับและมาสก์ ให้หยุดทันทีและล้างออกด้วยน้ำสะอาดเย็น
- แสบร้อนหรือรู้สึกเหมือนผิวถูกไฟ
- ผิวแดงเป็นหย้อมหรือทั้งใบหน้า
- บวมหรือมีผื่นขึ้น
- คันอย่างรุนแรงหรือมีตุ่มน้ำเล็กๆ
หลังล้างออกแล้วให้ประคบน้ำเย็นเพื่อลดการอักเสบ ทาเจลอโลเวร่าบริสุทธิ์เพื่อปลอบประโลมผิว และถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงควรพบแพทย์ผิวหนัง
ขั้นตอนการทำสครับและมาสก์หน้าให้ได้ผลดีที่สุด
การทำสครับและมาสก์ให้ได้ผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับสูตรอย่างเดียว ลำดับขั้นตอนและวิธีการก็สำคัญไม่แพ้กัน
ลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องก่อนและหลังสครับ
หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่ทาสครับแล้วขัดก็พอ แต่จริงๆ แล้วลำดับก่อนหลังมีผลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผิวมาก
- ทำความสะอาดหน้าก่อนเสมอ — ล้างเมคอัพและสิ่งสกปรกออกด้วยคลีนเซอร์ก่อนสครับ ถ้าสครับบนผิวที่ยังมีเมคอัพอยู่ เม็ดขัดจะผลักสิ่งสกปรกเข้าสู่รูขุมขนแทน
- ทำให้ผิวชุ่มน้ำก่อนสครับ — ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นหรือใช้ผ้าอุ่นประก่อนเพื่อเปิดรูขุมขนและทำให้เม็ดขัดทำงานได้ดีขึ้น
- นวดเบาๆ เป็นวงกลมเล็กๆ — ใช้นิ้วมือนวดด้วยแรงเบาเท่านั้น อย่าออกแรงขัดเพราะผิวหน้าบอบบางมาก ใช้เวลา 1–2 นาที
- ล้างออกด้วยน้ำเย็น — น้ำเย็นช่วยปิดรูขุมขนหลังสครับ
- พอกมาสก์ต่อทันที — นี่คือเวลาที่ผิวดูดซึมสารบำรุงได้ดีที่สุด
- ทาครีมบำรุงหรือมอยส์เจอไรเซอร์ปิดท้ายเสมอ — เพื่อล็อกความชุ่มชื้นและปกป้อง barrier ผิวที่เพิ่งถูกผลัดออก
ความถี่ในการสครับและมาสก์ที่เหมาะสม
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ “ยิ่งสครับบ่อยยิ่งผิวดี” ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย การสครับมากเกินไปจะทำลาย barrier ผิว ทำให้ผิวแพ้ง่าย แดงง่าย และสูญเสียความชุ่มชื้นเร็วขึ้น
สำหรับผิวมันและผิวผสม สครับได้ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ ผิวปกติ 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ และผิวแห้งหรือผิวบอบบางควรจำกัดไว้ที่ 1 ครั้งต่อสัปดาห์หรือน้อยกว่านั้น ถ้าผิวรู้สึกแน่น แดง หรือระคายเคืองหลังสครับ ให้ลดความถี่ลงทันที ผิวของคุณจะบอกเองว่าต้องการมากแค่ไหน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำสครับและมาสก์หน้าเอง
รวมคำถามที่คนมักสงสัยเมื่อเริ่มต้นทำสครับและมาสก์หน้าเองที่บ้านเป็นครั้งแรก
ทำสครับหน้าเองดีกว่าซื้อสำเร็จรูปจริงไหม
คำตอบคือขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณให้ความสำคัญ การทำสครับหน้าเองมีข้อดีชัดเจนในเรื่องการควบคุมส่วนผสม ไม่มีสารกันเสียหรือน้ำหอมสังเคราะห์ที่อาจก่อให้เกิดการแพ้ และประหยัดกว่าในระยะยาวมาก แต่ข้อเสียคือต้องใช้ทันทีหลังผสมเพราะไม่มีสารกันเสีย เก็บไว้ได้ไม่นาน และต้องใช้เวลาเตรียม
สครับสำเร็จรูปสะดวกกว่า มีสูตรที่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยมาแล้ว และเก็บได้นานกว่า แต่ราคาสูงกว่าและบางสูตรมีส่วนผสมที่ไม่จำเป็นหรืออาจก่อการแพ้ได้ สำหรับผู้เริ่มต้น ลองทำเองก่อนสักสูตรสองสูตร แล้วค่อยตัดสินใจว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน
ทำสครับหน้าเองแล้วต้องทาครีมกันแดดไหม
คำตอบสั้นๆ คือ ต้องทำเสมอ โดยเฉพาะถ้าใช้สูตรที่มีมะนาว มะขาม หรือวัตถุดิบที่มีกรด AHA เพราะหลังการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่ทำหน้าที่ปกป้องจะบางลงชั่วคราว ทำให้ผิวไวต่อรังสี UV มากกว่าปกติ ถ้าออกไปโดนแดดโดยไม่ทาครีมกันแดดหลังสครับ ผิวจะหมองและเกิดจุดด่างดำได้เร็วกว่าเดิม ดังนั้นถ้าทำสครับตอนเช้า ให้ทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไปก่อนออกจากบ้านทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้น
สรุป
การทำสครับและมาสก์หน้าเองที่บ้านเป็นวิธีดูแลผิวที่ทั้งประหยัดและปรับแต่งได้ตามสภาพผิวของตัวเอง วัตถุดิบอย่างน้ำตาลทรายแดง มะขาม น้ำผึ้ง โยเกิร์ต หรืออโลเวร่า ล้วนหาได้ง่ายและมีประสิทธิภาพที่วิทยาศาสตร์รองรับ สิ่งสำคัญคือต้องเลือกสูตรให้ตรงกับสภาพผิว ทำ patch test ก่อนใช้ทุกครั้ง และไม่สครับบ่อยเกินไปจนผิว barrier อ่อนแอ ลองเริ่มจากสูตรง่ายๆ สักสูตร แล้วผิวจะบอกเองว่าชอบอะไร
หมายเหตุ: บทความนี้แนะนำสินค้าที่ทีม CheerBuy คัดเลือกแล้วว่าเหมาะกับเรื่องที่เขียน — ลิงก์ไปร้าน Shopee เป็น affiliate link CheerBuy ได้รับค่าคอมมิชชันเล็กน้อยจากการซื้อ โดยที่ราคาสินค้าเท่าเดิมสำหรับผู้ซื้อ











